top of page
ค้นหา

เกรดเหล็ก เมทัลชีท สำคัญอย่างไร ? ทำไมเจ้าของอาคารต้องรู้ก่อนตัดสินใจซื้อ

  • รูปภาพนักเขียน: Sangthai Metalsheet
    Sangthai Metalsheet
  • 10 ต.ค.
  • ยาว 2 นาที
เกรดเหล็ก เมทัลชีท สำคัญอย่างไร ? ทำไมเจ้าของอาคารต้องรู้ก่อนตัดสินใจซื้อ แสงไทยเมทัลชีท

เมื่อพูดถึง เกรดเหล็ก หนึ่งในหัวใจสำคัญของความแข็งแรง ทนทาน ที่สามารถสะท้อนถึงอายุการใช้งานของแผ่นเมทัลชีทที่คุณกำลังจะซื้อได้ เพราะไม่ว่าจะเป็นเจ้าของบ้าน หรือ ผู้ประกอบการ ที่มีแผนจะสร้างบ้าน และออกแบบอาคาร   


การทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของ “เกรดเหล็ก” ตั้งแต่พื้นฐาน ไปจนถึงปัจจัยที่ใช้จำแนกคุณภาพ จะช่วยให้เราสามารถเลือกซื้อสินค้าที่ตอบโจทย์กับอาคาร และคุมงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ  


บทความนี้ แสงไทยเมทัลชีท จึงได้รวบรวมข้อมูลดี ๆ เกี่ยวกับ เกรดเหล็ก เมทัลชีทสำคัญอย่างไร ทำไมเจ้าของบ้านและผู้ประกอบการต้องรู้ก่อนตัดสินใจซื้อ มาฝากกัน 



เกรดเหล็ก หรือ เกรดเหล็กเมทัลชีท คืออะไร? 


เกรดเหล็ก หรือ เกรดเหล็กเมทัลชีท คืออะไร?

เกรดเหล็ก เมทัลชีท (Steel Grades) คือ ระดับคุณภาพของแผ่นเหล็กเคลือบ ทั้งแบบเคลือบอลูซิงค์ หรือเคลือบสี ที่นำมาขึ้นรูปเป็นลอนหลังคา สำหรับทำทรงหลังคาบ้าน และงานผนังต่าง ๆ 


โดยมีปัจจัยการจำแนกเกรดตั้งแต่ ส่วนประกอบของวัตถุดิบในการผลิต ความหนา และการรับประกันต่าง  ฯลฯ ซึ่งจะมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดในเรื่องของ “ราคา” นั่นเอง 



ทำไมเจ้าของอาคารถึงควรให้ความสำคัญกับ "เกรดเหล็ก" 


ทำไมเจ้าของอาคารควรให้ความสำคัญกับ "เกรดเหล็ก" แสงไทยเมทัลชีท

การมองเมทัลชีทเป็นเพียงแค่ "แผ่นเหล็กราคาถูก" หรือ "ทางเลือกที่ช่วยประหยัดเงิน" ถือเป็นความเข้าใจที่อาจทำให้เจ้าของอาคารทุกคน มักพลาดโอกาสสำคัญไปได้  


เพราะถ้าหากมองในระยะยาวแล้ว การให้ความสำคัญกับ เกรดเหล็กเมทัลชีท นั่นคือตัวตัดสินได้เลยว่าอาคารของเราจะอยู่ได้นานแค่ไหน ซึ่ง 3 เหตุผลหลักที่เจ้าของบ้าน และนักธุรกิจควรรู้ มีดังนี้ 


1. ลดความเสี่ยงของโครงสร้างและการรั่วซึม 


โดยหากเลือกเหล็กเกรดที่มีความแข็งแรงสูง จะช่วยให้แผ่นเมทัลชีทยึดเกาะกับโครงสร้างได้มั่นคง แม้ในช่วงพายุลมแรง จะช่วยลดโอกาสการยกตัวหรือฉีกขาดของแผ่น  


นอกจากนี้ยังช่วยให้ช่างสามารถติดตั้งได้อย่างปลอดภัย ไม่เกิดรอยบุบช้ำจากการเหยียบย่ำ ซึ่งเป็นสาเหตุของการรั่วซึมในอนาคต 


2. ควบคุมงบประมาณในระยะยาว


แม้ว่า เกรดเหล็ก พื้นฐานอาจมีราคาเริ่มต้นที่ถูกจริง แต่ถ้ามองถึงการใช้งานระยะยาว เจ้าของบ้าน หรือนักธุรกิจอาจต้องจ่ายแพงกว่าในภายหลังได้ หากหลังคาเกิดปัญหาผุพังจากสนิม น้ำรั่วซึม หรือสีซีดจางเร็วกว่าที่ควรจะเป็น  


ดังนั้น การเลือกเหล็ก ที่มีคุณภาพสูงและมีระยะเวลารับประกันที่ดีตั้งแต่แรก จะช่วยป้องกันความเสี่ยง และควบคุมงบ ประหยัดเงินในระยะยาวได้ 


3. ภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของอาคาร 


อาคารที่มีหลังคาและผนังที่ยังคงความสวยงาม สีสดใส ไม่ซีดจาง และไม่เป็นสนิม จะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับธุรกิจหรือยกระดับความสวยงามให้กับที่พักอาศัย  


ซึ่งสีเมทัลชีทที่ซีดจางหรือลอกล่อน ถือเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงคุณภาพวัสดุที่ต่ำ ซึ่งจะลดมูลค่าของอาคารในสายตาผู้พบเห็นได้ 



4 ปัจจัยในการจำแนก เกรดเหล็ก เมทัลชีท ที่เจ้าของอาคารควรรู้ 


เพื่อให้สามารถแยกแยะความแตกต่างของ เกรด เหล็ก เมทัลชีทในตลาดได้ คุณจำเป็นต้องทำความเข้าใจ 4 ปัจจัยหลักในการจำแนกเกรด ดังต่อไปนี้ 


1. ชนิดและปริมาณของชั้นเคลือบป้องกันสนิม (สี/อลูซิงค์) 


หนึ่งในปัจจัยแรกที่สำคัญที่สุด ในการจำแนก เกรดเหล็ก หรือ แผ่นเมทัลชีท คือ 


  • ส่วนประกอบของอลูซิงค์ (AZ - Aluminum Zinc) เป็นมาตรฐานการเคลือบป้องกันสนิมสำหรับเมทัลชีทคุณภาพสูง โดยมีทั้งหมด 3 แบบ คือ 

    • AZ70 (70 กรัม/ตร.ม.) เป็นเกรดพื้นฐาน มักใช้ในงานชั่วคราว หรืออาคารที่ไม่ต้องการอายุการใช้งานยาวนานนัก การรับประกันสนิมมักอยู่ในช่วงสั้น 

    • AZ100 (100 กรัม/ตร.ม.) เกรดมาตรฐานที่นิยมใช้สำหรับงานหลังคาและผนังทั่วไปในเขตที่ไม่ติดทะเล 

    • AZ150 (150 กรัม/ตร.ม.) เกรดพรีเมียม ที่มีปริมาณสารเคลือบสูงสุด เหมาะสำหรับอาคารที่ต้องการความทนทานสูงสุด อายุการใช้งานยาวนาน และพื้นที่ที่ใกล้ชายฝั่งทะเลหรือบริเวณที่มีมลภาวะสูง การเลือก AZ150 ทำให้คุณมั่นใจได้ว่าจะได้รับการรับประกันการผุกร่อนที่ยาวนานที่สุดจากผู้ผลิต 

  • ระบบสีเคลือบ นอกจากชั้นเคลือบอลูซิงค์แล้ว ระบบสีก็มีส่วนสำคัญต่อการต้านทานรังสี UV  ป้องกันสีซีดจาง และคงความสวยงามของอาคารได้เป็นสิบปี 


2. ความหนาของแผ่นเหล็ก (Base Metal Thickness - BMT) 


ความหนาหลังคาเมทัลชีท จะถูกวัดเป็นหน่วยมิลลิเมตร (มม.) และมีผลต่อความแข็งแรง การรับน้ำหนัก และความทนทานต่อการบุบยุบตัว ซึ่งความหนาที่ถูกต้องควรพิจารณาตามลักษณะการใช้งานและระยะห่างของแป (โครงสร้างรองรับ) โดยความหนาที่เหมาะสมแบ่งออกเป็นดังนี้ 


ความหนา (BMT) 

ลักษณะการใช้งานที่เหมาะสม 

0.25 - 0.30 มม. 

งานรั้ว, ผนังกั้นชั่วคราว, ที่พักชั่วคราว (ไม่เหมาะกับหลังคาหลัก) 

0.35 - 0.40 มม. 

หลังคากันสาด, โรงจอดรถขนาดเล็ก, อาคารขนาดกลางที่เน้นประหยัด 

0.40 - 0.47 มม. 

มาตรฐานสำหรับหลังคาบ้านและอาคารทั่วไป ที่ต้องการความแข็งแรงและอายุการใช้งานที่คุ้มค่า 

0.47 มม. ขึ้นไป 

โรงงาน/โกดังขนาดใหญ่, หลังคาโรงงาน, อาคารอุตสาหกรรม, อาคารที่มีระยะแปกว้างเป็นพิเศษ 


เพราะเลือกความหนาที่ ต่ำเกินไป สำหรับหลังคาหลัก เช่น 0.30 มม. ในอาคารขนาดใหญ่ ก็จะเสี่ยงต่อการบุบ ยุบตัวของวัสดุ และทำให้เกิดเมทัลชีทเสียงดังเมื่อฝนตกอย่างมาก 


3. การรับประกันจากผู้ผลิต 


ใบรับประกันคือ "เครื่องยืนยันคุณภาพ" ของ เกรดเหล็ก ที่ดีที่สุด ซึ่งการรับประกันเมทัลชีทแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ๆ ดังนี้

  

  • การรับประกันการผุกร่อน (Perforation Warranty) เป็นการรับประกันว่าแผ่นเหล็กจะไม่ผุทะลุจากสนิมในช่วงระยะเวลาที่กำหนด เช่น 10 ปี, 15 ปี, หรือ 35 ปี  ซึ่ง เกรดเหล็ก ที่มีการเคลือบ AZ150 มักจะมีการรับประกันที่ยาวนานที่สุด 

  • การรับประกันสีไม่ซีดจาง (Colour Fade Warranty) เป็นการรับประกันว่าสีของแผ่นจะไม่ซีดจางจนเสียสภาพความสวยงามในช่วงระยะเวลาที่กำหนด 

  • การรับประกันอื่น ๆ ขึ้นอยู่กับคุณภาพการผลิตของแบรนด์นั้น ๆ ที่มีการทดสอบและยอมรับ 


ดังนั้น เจ้าของอาคาร จึงควรเปรียบเทียบเงื่อนไขการรับประกันของแต่ละผู้ผลิตอย่างละเอียด เพราะนั่นคือตัวบ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นที่ผู้ผลิตมีต่อคุณภาพเกรดเหล็กของตัวเอง 



4. เหล็กนำเข้า และ เหล็กในประเทศ ข้อพิจารณาด้านมาตรฐาน 


ปัจจุบันในตลาดเมทัลชีท มักจะมีทั้งเหล็กที่ผลิตจากโรงงานในประเทศ และเหล็กที่นำเข้าจากต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย, ญี่ปุ่น, เกาหลี ซึ่งจะมีความแตกต่างคือ  


  • เหล็กในประเทศ มักมีการควบคุมมาตรฐานการผลิตภายใต้ มอก. (มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม) ซึ่งเป็นเครื่องการันตีถึงคุณสมบัติด้านความหนา (BMT) และปริมาณสารเคลือบ (AZ) ตามที่ระบุไว้ 

  • เหล็กนำเข้า (เกรดพรีเมียม) หลายแบรนด์ระดับโลกมีเทคโนโลยีการเคลือบและการผลิตที่ก้าวหน้าตามมาตรฐานสากล เหล็กเหล่านี้มักให้ผลผลิตที่มีความทนทานสูง เช่น AZ150 หรือระบบสีเคลือบพิเศษ มักมาพร้อมกับการรับประกันที่ยาวนานกว่า และเหมาะสำหรับโครงการที่ต้องการคุณภาพสูงสุดโดยไม่จำกัดงบประมาณ 

  • เหล็กนำเข้า (เกรดตลาด/ราคาถูก) ในทางกลับกัน ก็มีเมทัลชีทนำเข้าบางชนิดที่เน้นทำราคาถูกเป็นพิเศษ ซึ่งเจ้าของอาคารต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง เพราะเหล็กเหล่านี้อาจไม่มีการระบุมาตรฐานการผลิตที่ชัดเจน อาจเป็น เกรด เหล็ก ที่มีค่า BMT ต่ำกว่าความเป็นจริง หรือมีปริมาณสารเคลือบป้องกันสนิม (AZ) ที่น้อยมาก เมื่อใช้ไปได้ไม่นานก็อาจเกิดสนิมและผุกร่อนอย่างรวดเร็ว ทำให้ไม่คุ้มค่าในระยะยาว 


ข้อควรระวัง: ควรหลีกเลี่ยงเหล็กราคาถูกที่ไม่มีแหล่งที่มาชัดเจน หรือไม่มีการรับรองมาตรฐานใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นเหล็กนำเข้าหรือในประเทศก็ตาม เพราะความน่าเชื่อถือและคุณภาพของ เกรดเหล็ก จะไม่สามารถตรวจสอบหรืออ้างอิงการรับประกันได้เลย 


หากเลือก "เกรดเหล็ก" ที่ไม่เหมาะสมกับอาคารจะส่งผลกระทบอะไรบ้าง? 


หากเจ้าของธุรกิจ หรือเจ้าของบ้านประนีประนอมกับ เกรดเหล็ก ที่มีคุณภาพต่ำเพื่อแลกกับราคาที่ถูกลงในระยะแรก สิ่งนี้อาจนำมาซึ่งหายนะและค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่วในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปีได้ง่าย ๆ ซึ่งผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นคือ  


1. ปัญหาการผุกร่อนและรั่วซึมอย่างรวดเร็ว 


หากเลือก "เกรดเหล็ก" ที่ไม่เหมาะสมกับอาคารจะเกิดอะไร?


  • สนิมขึ้นเร็ว หากเลือกเหล็กเคลือบ AZ ต่ำ (เช่น AZ70 หรือต่ำกว่า) โดยเฉพาะในเขตอุตสาหกรรมหรือชายทะเล สนิมจะกัดกร่อนแผ่นเหล็กและหัวสกรูอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดรูรั่วและน้ำไหลซึมเข้าสู่อาคารได้ 

  • โครงสร้างเสียหาย สนิมที่เกิดขึ้นบนหลังคาอาจไหลลงไปตามโครงสร้างเหล็กอื่นๆ ทำให้โครงสร้างรองรับเกิดความเสียหายและผุพังตามไปด้วย ซึ่งนำไปสู่ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของอาคารในระยะยาว 


2. ปัญหาความร้อนสะสม และ เสียงดัง 


ปัญหาความร้อนสะสม และ เสียงดัง

  • ความร้อนสูง เหล็กเกรดต่ำบางชนิดอาจไม่มีการเคลือบสีสะท้อนความร้อนที่มีคุณภาพ ทำให้ความร้อนถ่ายเทเข้าสู่อาคารได้ง่าย ส่งผลให้ต้องเปิดเครื่องปรับอากาศมากขึ้น และทำให้ค่าไฟเพิ่มสูงขึ้น 

  • เสียงดังเมื่อฝนตก แผ่นเมทัลชีทที่มีความหนาต่ำกว่า  0.30 มม. จะมีความยืดหยุ่นสูงและบางมาก เมื่อฝนตกกระทบจะเกิดเสียงที่ดังรบกวนการใช้สอยภายในอาคาร 


3. การบิดเบี้ยวและอายุการใช้งานที่สั้นลง 


การบิดเบี้ยวและอายุการใช้งานที่สั้นลง เมทัลชีท

  • หลังคาบุบ/ยุบตัว เหล็กที่มีค่าแรงดึงต่ำ หรือมีความหนาไม่เหมาะสมกับระยะแป จะยุบตัวหรือบุบได้ง่ายเมื่อมีน้ำหนักกดทับ เช่น จากการเดินของช่างเพื่อทำความสะอาดหรือซ่อมแซม 

  • อายุงานไม่คุ้มค่า เมทัลชีทเกรดต่ำอาจมีอายุการใช้งานเพียง 3-5 ปี ในขณะที่เมทัลชีทเกรดพรีเมียมสามารถใช้งานได้ยาวนานถึง 20-35 ปี ซึ่งหากต้องเปลี่ยนหลังคาทั้งหมดก่อนเวลาอันควร ย่อมถือเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่คุ้มค่าในระยะยาว 



3 ST-Series เกรดเหล็กเมทัลชีท คุมทุกงบ ตอบโจทย์ทุกงาน จากแสงไทย 


3 ST-Series เกรดเหล็กเมทัลชีท คุมทุกงบ ตอบโจทย์ทุกงาน จากแสงไทย

แสงไทยเมทัลชีท เราเข้าใจความต้องการที่หลากหลายของเจ้าของอาคาร จึงได้คัดสรรและจัดกลุ่ม เกรด เหล็ก หรือ มาตรฐานเมทัลชีท คุณภาพสูงออกมาเป็น 3 ST-Series เพื่อให้ลูกค้าสามารถเลือกสิ่งที่เหมาะสมกับงบประมาณและสภาพการใช้งานได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็น 


1. ST-ECO มาตรฐานเมทัลชีทราคาประหยัด ตอบโจทย์งานเบา   

ตัวเลือกที่เน้นความประหยัดและความคุ้มค่า เหมาะกับงานชั่วคราวหรือโครงการที่ต้องคุมงบ ติดตั้งรวดเร็ว แข็งแรงเพียงพอต่อการใช้งานเบื้องต้น รับประกันสูงสุด 2–3 ปี 


2. ST-STANDARD มาตรฐานเมทัลชีทคุณภาพ สีสันหลากหลาย 

ออกแบบมาเพื่อการใช้งานทั่วไปที่ต้องการความคุ้มค่าในระยะยาว แข็งแรง นิ่ง ใช้งานได้อย่างมั่นใจ ผ่านการรับรองมาตรฐาน พร้อมโทนสีหลากหลายให้เลือก รับประกันสูงสุด 15 ปี 


3. ST-PREMIUM มาตรฐานเมทัลชีทระดับพรีเมียม มีลายพิเศษ 

ผสานความทนทานกับรูปลักษณ์สวยงาม เหมาะกับบ้านระดับไฮเอนด์ อาคารสำนักงาน คาเฟ่ รีสอร์ต ไปจนถึงอาคารขนาดใหญ่ เลือกพื้นผิว/ลวดลายพิเศษได้ รับประกันสูงสุด 35 ปี 

 

โดยหากเจ้าของบ้าน หรือผู้ประกอบการท่านไหนสนใจวัสดุ “เมทัลชีท” สามารถทักแชต เพื่อสอบถามรายละเอียดข้อมูลสินค้าได้ที่ Facebook Page: Sangthai Metalsheet หรือช่องทางการติดต่ออื่น ๆ ด้านล่าง 



คำถามพบบ่อย เกี่ยวกับ การเลือกเกรดเหล็กเมทัลชีท


Q: เลือก AZ150 แพงกว่า แต่คุ้มค่าจริงหรือ? 

A: คุ้มค่าอย่างยิ่ง โดยเฉพาะถ้าอาคารของคุณตั้งอยู่ในเขตที่มีความชื้นสูง หรือติดทะเล แม้ว่าราคาเริ่มต้นของ AZ150 จะสูงกว่า AZ70 หรือ AZ100 แต่การลงทุนใน เกรด เหล็ก AZ150 หมายถึงการยืดอายุการใช้งานของหลังคาออกไปได้อีกหลายสิบปี  


Q: เมทัลชีท 0.35 มม. ใช้มุงหลังคาบ้านได้ไหม? 

A: ใช้ได้ แต่เป็นเพียงเกรดเริ่มต้น ซึ่งถ้าหากให้แนะนำ ควรใช้ความหนา 0.40 มม. ถึง 0.47 มม. ขึ้นไป เพราะจะช่วยลดปัญหาเสียงดังรบกวนจากฝนตกหนัก ป้องกันการบุบยุบตัวเมื่อช่างขึ้นไปซ่อมแซม และเพิ่มความแข็งแรงโดยรวมให้กับโครงสร้างหลังคาในระยะยาว 


Q: การรับประกันสีซีดจางมีประโยชน์อย่างไร? 

A: การรับประกันสีซีดจางบ่งบอกถึงคุณภาพของสารเคลือบสีที่ใช้ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยรักษาความสวยงามของอาคารเท่านั้น แต่สีเคลือบคุณภาพสูงยังมีส่วนช่วยในการสะท้อนความร้อนได้ดีอีกด้วย  


Q: เราจะตรวจสอบเกรดเหล็กที่ได้รับได้อย่างไร? 

A: ผู้ซื้อสามารถขอใบรับรองผลิตภัณฑ์ (Material Test Certificate) หรือเอกสารยืนยันจากผู้ผลิต ซึ่งจะระบุค่า BMT (ความหนาของเหล็ก), G-Grade (ค่าแรงดึง) และ AZ (ปริมาณการเคลือบอลูซิงค์) ได้  



สรุป


การเลือก เกรดเหล็ก ที่เหมาะสม คือหัวใจสำคัญของการเลือกวัสดุเมทัลชีทให้เกิดความคุ้มค่าในระยะยาว เพราะหากเจ้าของบ้าน หรือนักธุรกิจ มีความรู้ความเข้าใจตั้งแต่ ค่าความทนทานต่อสนิม (AZ), ความหนาที่เหมาะ (BMT), สี, การรับประกันสินค้าของแต่ละเกรด ฯลฯ จะช่วยให้เราสามารถเลือกวัสดุที่เหมาะสมกับอาคาร และการใช้งานได้อย่างแท้จริง เพราะการประหยัดเงินเพียงเล็กน้อยในวันแรก อาจนำมาซึ่งค่าซ่อมที่บานปลายในอนาคต  


 

ที่มา 

มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม จาก THAI INDUSTRIAL STANDARD 

5 เช็กลิสต์น่ารู้ ก่อนตัดสินใจซื้อหลังคาเมทัลชีท จาก Kapook 

 

หากคุณอ่านคอนเทนต์ “เกรดเหล็กเมทัลชีท สำคัญอย่างไร ? ทำไมเจ้าของอาคารต้องรู้ก่อนตัดสินใจซื้อ ” แล้วรู้สึกชอบคอนเทนต์ของเราอย่าลืมกดติดตามคอนเทนต์ของเราดี ๆ ได้ที่ 

Facebook : Sangthai Metalsheet 

สุดท้าย หากคุณกำลังมองหาเมทัลชีทเพื่อต่อเติมโรงงาน หรือ พัฒนาโปรเจกต์ต่าง ๆ เกี่ยวกับการสร้างอาคารด้วยเมทัลชีท 

ติดต่อหา แสงไทยเมทัลชีท ได้ง่าย ๆ ตามช่องทางดังต่อไปนี้ 

LINE: @sangthaigroup หรือ https://lin.ee/wF4jScw  

Call Center: 02-0249297 

Website แสงไทยเมทัลชีท: https://www.sangthaimetalsheet.com 



 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page