top of page
ค้นหา

ไขข้อสงสัย? เมทัลชีท ราคาเหมือนกัน แต่ทำไมอายุใช้งานไม่เท่ากัน

รูปภาพนักเขียน: Sangthai Metalsheet
Sangthai Metalsheet
16 นาทีที่ผ่านมา
ยาว 3 นาที
ไขข้อสงสัย? เมทัลชีท ราคาเหมือนกัน แต่ทำไมอายุใช้งานไม่เท่ากัน

ช่วงปลายฝนต่อเนื่องเข้าหน้าหนาว เป็นช่วงที่ผู้รับเหมางานโรงงาน โกดัง และอาคารพาณิชย์หลายราย เริ่มถอด BOQ และรวบรวมใบเสนอราคาวัสดุ เพื่อเตรียมเดินหน้างานหลังคาในช่วงที่ฝนน้อยและอากาศเอื้อต่อการก่อสร้างมากที่สุดของปี


แต่ปัญหาที่พบบ่อยคือ ใบเสนอราคาจากหลายร้านมี เมทัลชีท ราคา ต่อเมตรใกล้เคียงกัน หรือบางเจ้าถูกกว่าอย่างเห็นได้ชัด จนตัดสินใจได้ยากว่าเจ้าไหนคุ้มที่สุด เพราะตัวเลขในใบเสนอราคา ไม่ได้บอกทุกอย่างของแผ่นที่จะถูกส่งมาถึงหน้างาน


ดังนั้น ก่อนจะถามว่า "เมทัลชีทราคาเท่าไร" สิ่งที่ภาคธุรกิจควรถามต่อคือ "ราคานี้ได้สเปกอะไร" เพราะเมทัลชีทที่ราคาเท่ากัน อาจมีชั้นเคลือบกันสนิม ความหนาเนื้อเหล็ก ระบบสี และเงื่อนไขรับประกันที่ต่างกัน ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลโดยตรงต่ออายุใช้งานของหลังคาทั้งโครงการ


แล้วสเปกเหล่านั้นมีอะไรบ้าง ทำไมถึงสำคัญ และควรเลือกเกรดไหนให้เหมาะกับงาน? บทความนี้ แสงไทยเมทัลชีท จะพาเหล่าผู้รับเหมาและเจ้าของโครงการมาเจาะลึกไปพร้อมกัน



เมทัลชีท ราคา เท่ากัน ทำไมอายุใช้งานถึงต่างกัน? 


เปรียบเทียบแผ่นหลังคาเมทัลชีทราคาเท่ากันแต่สเปกต่างกัน

เมทัลชีทคือเหล็กแผ่นที่ผ่านการเคลือบกันสนิมและเคลือบสีมาจากโรงงานผลิตม้วนเหล็ก ก่อนจะนำมารีดเป็นลอนตามรุ่นต่าง ๆ เมื่อมองด้วยตาเปล่า แผ่นหลังคาเมทัลชีท ที่สีเดียวกันและลอนเดียวกันจึงแทบแยกไม่ออกเลย


แต่ความต่างที่แท้จริงซ่อนอยู่ใน "ชั้นที่มองไม่เห็น" ได้แก่ ปริมาณสารเคลือบกันสนิม ความหนาของเนื้อเหล็กจริง และคุณภาพของระบบสี ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่าหลังคาจะเริ่มเกิดสนิม สีซีด หรือผุทะลุเร็วหรือช้าแค่ไหน


โดยเฉพาะงานโรงงานและโกดังที่ใช้วัสดุหลายพันตารางเมตร ส่วนต่างเพียงไม่กี่บาทต่อเมตรที่ได้มาจากการลดสเปก อาจกลายเป็นค่าซ่อมแซม ค่าเปลี่ยนแผ่น และค่าเสียโอกาสจากการหยุดใช้งานอาคารในอนาคต ซึ่งเป็นหนึ่งในต้นทุนแฝงที่ทำให้ผู้รับเหมากำไรหดโดยไม่รู้ตัว


นี่จึงเป็นเหตุผลที่ ราคาเมทัลชีท ควรถูกเทียบควบคู่กับสเปกเสมอ ไม่ใช่เทียบเพียงตัวเลขบาทต่อเมตรเท่านั้น



3 สเปกที่ภาคธุรกิจต้องเช็ก ก่อนเทียบ ราคาเมทัลชีท 


ก่อนหน้านี้แสงไทยได้แนะนำค่าต่าง ๆ บนแผ่นเมทัลชีทเบื้องต้นไปแล้ว ในบทความนี้จะเจาะลึกมากขึ้นว่า แต่ละค่า "ส่งผลกับอายุใช้งานอย่างไร" และทำไมผู้รับเหมาจึงไม่ควรมองข้าม


1. ชั้นเคลือบอะลูซิงค์ (AZ) ด่านแรกที่ป้องกันสนิม


ชั้นเคลือบอะลูซิงค์ AZ70 และ AZ150 บนแผ่นเมทัลชีท

เนื้อเหล็กของเมทัลชีทจะถูกเคลือบด้วยโลหะผสมอะลูมิเนียมและสังกะสี (Aluminium-Zinc) หรือที่เรียกกันว่า อะลูซิงค์ (Aluzinc) โดยปริมาณสารเคลือบจะระบุด้วยค่า AZ ตามด้วยตัวเลข ซึ่งหมายถึงน้ำหนักสารเคลือบเป็นกรัมต่อตารางเมตร (รวมทั้งสองด้านของแผ่น)


ทำไมค่า AZ ถึงสำคัญ? เพราะชั้นเคลือบนี้ทำงาน 2 แบบพร้อมกัน คือ อะลูมิเนียมทำหน้าที่เป็นเกราะกั้นความชื้นและออกซิเจนไม่ให้สัมผัสเนื้อเหล็ก ส่วนสังกะสีจะ "ยอมสึกกร่อนแทนเหล็ก" บริเวณรอยตัด ขอบแผ่น หรือรอยขีดข่วน เมื่อชั้นเคลือบถูกใช้หมดไป สนิมจะเริ่มกินเนื้อเหล็กทันที


กล่าวง่าย ๆ คือ ยิ่งค่า AZ สูง ชั้นเคลือบยิ่งหนา และยิ่งใช้เวลานานกว่าจะหมดอายุการป้องกัน ดังนี้


ค่าเคลือบ 

ปริมาณสารเคลือบ 

เหมาะกับงาน 

AZ70 

70 กรัม/ตร.ม. 

งานชั่วคราว หรืออาคารที่ไม่ต้องการอายุใช้งานยาวนาน 

AZ100 

100 กรัม/ตร.ม. 

หลังคาและผนังอาคารทั่วไปที่อยู่ห่างจากทะเล 

AZ150 

150 กรัม/ตร.ม. 

อาคารใกล้ทะเล พื้นที่มลภาวะสูง หรืองานที่ต้องการอายุใช้งานยาว 


สำหรับโรงงานที่มีไอสารเคมี ความชื้นสูง หรือโกดังในพื้นที่ใกล้ชายฝั่ง การเลือกค่า AZ ต่ำเพื่อให้ได้ราคาถูกลงจึงเป็นความเสี่ยง เพราะสภาพแวดล้อมเหล่านี้เร่งให้ชั้นเคลือบหมดเร็วกว่าปกติหลายเท่า


ข้อควรรู้: ใบเสนอราคาบางฉบับไม่ได้ระบุค่า AZ ไว้ ผู้รับเหมาจึงควรขอให้ระบุให้ชัดเจน หรือขอดูข้อมูลบนม้วนเหล็กและใบรับรองจากผู้ผลิตก่อนสั่งซื้อทุกครั้ง


2. ความหนา BMT และ TCT ตัวเลขที่ต้องอ่านให้ออก 


ความต่างระหว่างความหนาเนื้อเหล็ก BMT และความหนารวม TCT ของเมทัลชีท

อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ เมทัลชีท ราคา ดูเหมือนเท่ากัน คือการระบุความหนาคนละแบบ เพราะในวงการมีการวัดความหนาอยู่ 2 ค่าหลัก ได้แก่


  • BMT (Base Metal Thickness) คือ ความหนาของเนื้อเหล็กล้วน ๆ ก่อนเคลือบอะลูซิงค์และสี ซึ่งเป็นค่าที่บอกปริมาณเนื้อเหล็กและความแข็งแรงของแผ่นโดยตรง

  • TCT (Total Coated Thickness) คือ ความหนารวมทั้งหมด ทั้งเนื้อเหล็ก ชั้นเคลือบอะลูซิงค์ และชั้นสี


ตัวอย่างเช่น ร้าน A และร้าน B เสนอเมทัลชีท "หนา 0.40 มม." ในราคาเท่ากัน แต่หากร้าน A หมายถึง BMT ส่วนร้าน B หมายถึง TCT แผ่นของร้าน B จะมีเนื้อเหล็กจริงบางกว่า เพราะความหนาส่วนหนึ่งเป็นของชั้นเคลือบและสี นั่นหมายความว่า ราคาเท่ากันแต่ได้ปริมาณเหล็กน้อยกว่านั่นเอง


ทำไมเนื้อเหล็กจริงถึงสำคัญ? เพราะแผ่นที่ BMT บางกว่าจะรับแรงเหยียบระหว่างติดตั้ง แรงลม และน้ำหนักบรรทุกได้น้อยกว่า ทำให้ลอนบุบ แอ่นตัว หรือเกิดแอ่งน้ำขังได้ง่าย ซึ่งน้ำขังจะเร่งให้ชั้นเคลือบและสีเสื่อมเร็วขึ้นอีกต่อหนึ่ง โดยเฉพาะหลังคาโรงงานและโกดังที่มีระยะช่วงแปกว้าง


ดังนั้น ก่อนเทียบราคาจากหลายเจ้า ควรถามให้ชัดว่าความหนาที่ระบุเป็น BMT หรือ TCT และเทียบด้วยค่าเดียวกันเสมอ สำหรับอาคารขนาดใหญ่ ควรให้วิศวกรกำหนดความหนาให้สอดคล้องกับโครงหลังคาเมทัลชีทและระยะแป เพื่อป้องกันปัญหาหลังคาโรงงานตกท้องช้างในระยะยาว


3. ระบบสีและการรับประกัน ตัวชี้วัดความทนทานระยะยาว 


ระบบสีและการรับประกันสินค้าเมทัลชีทสำหรับงานโรงงานและโกดัง

นอกจากชั้นเคลือบกันสนิมแล้ว ชั้นสีด้านบนยังเป็นเกราะอีกชั้นที่ช่วยปกป้องแผ่นจากแดด ฝน และความร้อน ระบบสีที่ดีควรผ่านการเคลือบสีรองพื้น (Primer) สีหน้า (Top Coat) และสีด้านหลัง (Back Coat) พร้อมผ่านกระบวนการอบสีที่อุณหภูมิและระยะเวลาเหมาะสม


ทำไมระบบสีถึงสำคัญ? เพราะรังสี UV ที่รุนแรงในประเทศไทยจะค่อย ๆ ทำลายชั้นสี หากสีไม่มีส่วนผสมของโพลีเอสเตอร์ (Polyester) หรือสารป้องกัน UV หรือกระบวนการอบสีไม่สมบูรณ์ สีจะซีด แตก และหลุดล่อนเร็ว เมื่อชั้นสีหายไป ชั้นอะลูซิงค์ด้านล่างก็จะสัมผัสสภาพแวดล้อมโดยตรงและเสื่อมเร็วขึ้น (อ่านเพิ่มเติม: สาเหตุที่สีหลังคาเมทัลชีทซีด)


ส่วนการรับประกันเป็นตัวสะท้อนว่าผู้ผลิตมั่นใจในชั้นเคลือบ เนื้อเหล็ก และระบบสีของตัวเองแค่ไหน เพราะผู้ผลิตที่ใช้วัตถุดิบมาตรฐานสูงจะสามารถให้ระยะรับประกันที่ยาวกว่าได้ โดยสิ่งที่ควรเช็กในเอกสารรับประกัน ได้แก่


  • ระยะเวลารับประกัน ว่ากี่ปี และเริ่มนับจากวันใด

  • ขอบเขตการรับประกัน เช่น การผุกร่อนจนทะลุ หรือการซีดจางของสี

  • เงื่อนไขพื้นที่ใช้งาน เช่น ระยะห่างจากทะเล หรือพื้นที่ที่มีสารเคมี

  • เงื่อนไขการติดตั้งและจัดเก็บ เช่น การใช้สกรูและอุปกรณ์ประกอบที่ถูกต้อง หรือการไม่วางแผ่นตากฝนก่อนติดตั้ง


อย่างไรก็ตาม ระยะรับประกันที่ยาวไม่ได้หมายความว่าหลังคาจะไม่มีปัญหาเลย เพราะอายุใช้งานจริงยังขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม คุณภาพงานติดตั้ง และการดูแลรักษาร่วมด้วย



เทียบใบเสนอราคา เมทัลชีท ราคา อย่างไรไม่ให้ได้ของแพงแต่คุณภาพต่ำ 


เมื่อได้ใบเสนอราคาจากหลายร้าน แนะนำให้นำข้อมูลมาเรียงเทียบในรูปแบบเดียวกัน เพื่อให้เห็นว่าราคาที่ต่างกันมาจากสเปกส่วนไหน และป้องกันการจ่ายแพงแต่ได้สินค้าคุณภาพต่ำกว่าที่ควร


หัวข้อที่ต้องเทียบ 

สิ่งที่ควรถาม 

ทำไมต้องเช็ก 

ชั้นเคลือบอะลูซิงค์ 

ค่า AZ เท่าไร 

กำหนดความทนทานต่อสนิม 

ความหนา 

ระบุเป็น BMT หรือ TCT 

บอกปริมาณเนื้อเหล็กจริงที่ได้รับ 

ระบบสี 

ชนิดสี ป้องกัน UV หรือไม่ 

กำหนดความทนต่อการซีดและหลุดล่อน 

มาตรฐานสินค้า 

ผ่าน มอก. หรือมาตรฐานเทียบเท่าหรือไม่ 

ยืนยันคุณภาพตามที่ระบุ 

การรับประกัน 

กี่ปี ครอบคลุมอะไร มีใบรับประกันหรือไม่ 

สะท้อนความมั่นใจของผู้ผลิต 

ราคาที่เสนอ 

รวมค่าตัด ขนส่ง และอุปกรณ์ประกอบหรือไม่ 

ป้องกันค่าใช้จ่ายแฝงหน้างาน 

หมายเหตุ: สามารถดูความหมายของสัญลักษณ์มาตรฐานบนแผ่นเพิ่มเติมได้ที่บทความ สัญลักษณ์มาตรฐานสากลของหลังคาเมทัลชีท


เมื่อสเปกครบทุกบรรทัด ผู้รับเหมาจะเห็นชัดขึ้นว่า ราคาที่ถูกกว่ามาจากการบริหารต้นทุนที่ดีกว่า หรือมาจากสเปกที่ถูกลดลง และสามารถเลือก เมทัลชีทราคา ที่คุ้มค่ากับอาคารได้อย่างมั่นใจ



เกรดเมทัลชีท ST-Series จากแสงไทย เลือกอย่างไรให้ตรงงาน


เกรดเมทัลชีท ST-Series แสงไทย ST-ECO ST-STANDARD ST-PREMIUM

เพื่อให้ผู้รับเหมาเลือกสเปกได้ง่ายขึ้น แสงไทยเมทัลชีทแบ่งเกรดเมทัลชีทออกเป็น 3 ระดับหลักในกลุ่มผลิตภัณฑ์ ST-Series ตามระดับการใช้งาน ดังนี้


เกรด 

การรับประกัน 

จุดเด่น 

เหมาะกับงาน 

ST-ECO 

ตามเงื่อนไขบริษัท 

ราคาประหยัด สีพื้นฐาน 

อาคารชั่วคราว บ้านพักคนงาน รั้วกั้นเขต โรงเรือนเกษตร 

ST-STANDARD 

สูงสุด 16 ปี 

ผ่าน มอก. หรือเทียบเท่า มีสีให้เลือกหลากหลาย 

โรงงาน โกดัง ตลาด อาคารพาณิชย์ บ้านพักอาศัย 

ST-PREMIUM 

สูงสุด 36 ปี 

เคลือบกันสนิมและสีคุณภาพสูง มีสีพิเศษและลายไม้ 

สำนักงานใหญ่ โรงแรม รีสอร์ต และอาคารที่ต้องการอายุใช้งานยาวนาน 


สำหรับงานโรงงานและโกดังทั่วไป ST-STANDARD เป็นเกรดที่สมดุลระหว่างงบประมาณและอายุใช้งาน ส่วนอาคารที่เป็นหน้าตาขององค์กร หรือต้องการความทนทานสูงเป็นพิเศษ ST-PREMIUM จะช่วยให้มั่นใจในระยะยาวมากขึ้น ขณะที่ ST-ECO เหมาะกับงานที่มีอายุโครงการสั้นและต้องการคุมต้นทุนเป็นหลัก


นอกจากนี้ หากต้องการเพิ่มความเย็นและลดเสียงฝนภายในอาคาร ก็สามารถเลือกรุ่นที่มาพร้อมฉนวน PU Foamเพิ่มเติมได้ โดยสามารถดูรุ่นลอนและราคาเมทัลชีททั้งหมดได้ที่หน้าสินค้าของแสงไทย


หมายเหตุ: ระยะเวลาและเงื่อนไขการรับประกันขึ้นอยู่กับรุ่นสินค้า พื้นที่ติดตั้ง และเงื่อนไขของบริษัท ควรสอบถามรายละเอียดกับทีมงานก่อนสั่งผลิต



ทำไมต้องล็อกสเปกตั้งแต่ตอนถอด BOQ ก่อนหน้าหนาว?


ช่วงหน้าหนาวเป็นช่วงที่หลายโครงการเร่งเปิดหน้างานพร้อมกัน เพราะฝนน้อยและเหมาะกับงานหลังคา หากสเปกยังไม่ชัด อาจต้องแก้ใบเสนอราคาหลายรอบ และเสียคิวผลิตหรือคิวขนส่งในช่วงที่ความต้องการวัสดุสูง


การกำหนดเกรด ค่า AZ ความหนา ระบบสี และความยาวแผ่นให้ชัดตั้งแต่ขั้นตอนถอด BOQ จะช่วยให้


  • เทียบราคาจากผู้ขายหลายรายบนมาตรฐานเดียวกัน

  • วางแผนสั่งผลิตและจัดส่งให้ตรงกับแผนงานก่อสร้าง

  • ลดความเสี่ยงได้ของไม่ตรงสเปกเมื่อส่งถึงหน้างาน

  • คุมต้นทุนรวมของโครงการ (Total Cost) ได้แม่นยำขึ้น


โดยเฉพาะโครงการที่มีหลายอาคาร การสรุปสเปกมาตรฐานเดียวกันตั้งแต่ต้น จะทำให้การตรวจรับวัสดุหน้างานง่ายขึ้นและลดข้อผิดพลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ



6 Checklist ก่อนส่งแบบขอ ราคาเมทัลชีท ล็อตใหญ่


เพื่อให้ได้ใบเสนอราคาที่ใกล้เคียงงานจริงมากที่สุด ผู้รับเหมาควรเตรียมข้อมูลเหล่านี้ให้ครบ


  • แบบหลังคา ขนาดพื้นที่ และจำนวนอาคาร

  • ความลาดชันและระยะห่างแป

  • รุ่นลอน เกรด และค่า AZ ที่ต้องการ

  • ความหนา (ระบุว่าเป็น BMT หรือ TCT) และสี

  • ความยาวแผ่นและระบบฉนวน (ถ้ามี)

  • สถานที่จัดส่งและกำหนดการก่อสร้างโดยประมาณ



คำถามพบบ่อย เกี่ยวกับ เมทัลชีท ราคา จากแสงไทยเมทัลชีท


Q: ทำไมเมทัลชีท ราคาต่อเมตรแต่ละร้านจึงต่างกัน?

A: เพราะราคาขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งชั้นเคลือบอะลูซิงค์ (AZ) ความหนาเนื้อเหล็ก (BMT) ระบบสี รูปลอน มาตรฐานสินค้า และการรับประกัน รวมถึงราคาที่เสนออาจรวมหรือไม่รวมค่าขนส่งและอุปกรณ์ประกอบ จึงควรเทียบสเปกให้ตรงกันก่อนเทียบราคา


Q: AZ70 กับ AZ150 ต่างกันอย่างไร?

A: ตัวเลขหลัง AZ คือปริมาณสารเคลือบอะลูมิเนียม-สังกะสีเป็นกรัมต่อตารางเมตร AZ150 มีชั้นเคลือบมากกว่า AZ70 ราวสองเท่า จึงช่วยชะลอการเกิดสนิมได้นานกว่า เหมาะกับพื้นที่ใกล้ทะเลหรือมลภาวะสูง ขณะที่ AZ70 เหมาะกับงานชั่วคราวหรืองานที่ไม่ต้องการอายุใช้งานยาว


Q: งานโรงงานและโกดังควรใช้เมทัลชีทหนาเท่าไร?

A: โดยทั่วไป อาคารขนาดใหญ่อย่างโรงงานและโกดังมักใช้ความหนาเนื้อเหล็กตั้งแต่ 0.47 มม. ขึ้นไป แต่ความหนาที่เหมาะสมจริงต้องพิจารณาร่วมกับระยะแป แรงลม และการออกแบบของวิศวกร


Q: แสงไทยช่วยเลือกสเปกและประเมินราคาจากแบบโครงการได้ไหม?

A: ได้ สามารถส่งแบบ ขนาดพื้นที่ ความลาดชัน ระยะแป ความหนา สี และความต้องการเรื่องฉนวนให้ทีมงานแสงไทยประเมิน เพื่อแนะนำเกรดใน ST-Series และคำนวณปริมาณวัสดุให้เหมาะกับโครงการ



สรุป


เมทัลชีท ราคา เท่ากัน ไม่ได้แปลว่าคุณภาพและอายุใช้งานจะเท่ากัน เพราะความคุ้มค่าของหลังคาไม่ได้อยู่ที่ราคาต่อเมตรเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่สเปกที่ได้รับจริง โดยมี 3 จุดหลักที่ต้องเช็กก่อนสั่งล็อตใหญ่ คือ


  • ชั้นเคลือบอะลูซิงค์ (AZ): ยิ่งค่า AZ สูง ยิ่งช่วยชะลอสนิมได้นาน ควรเลือกให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมของอาคาร

  • ความหนา BMT และ TCT: เทียบปริมาณเนื้อเหล็กจริงด้วยค่าเดียวกันทุกใบเสนอราคา

  • ระบบสีและการรับประกัน: ดูทั้งคุณภาพสี ระยะเวลา ขอบเขต และเงื่อนไขรับประกัน เพื่อสะท้อนความทนทานในระยะยาว


เหมาะมากสำหรับ: ผู้รับเหมางานโรงงาน โกดัง อาคารพาณิชย์ และโครงการที่ต้องถอด BOQ เพื่อสั่งวัสดุล็อตใหญ่ในช่วงหน้าหนาว


คำแนะนำ: ก่อนตัดสินใจจากราคาเมทัลชีทต่อเมตร ควรเทียบสเปกให้ครบทุกบรรทัด เพราะหลังคาที่คุ้มที่สุดไม่ใช่หลังคาที่ถูกที่สุด แต่คือหลังคาที่สเปกเหมาะกับอาคาร อยู่ได้นาน และช่วยลดค่าซ่อมแซมในอนาคต


สนใจติดตั้งเมทัลชีท ทักแชตได้เลย

หากคุณอ่านคอนเทนต์ "เมทัลชีท ราคาเหมือนกัน แต่ทำไมอายุใช้งานไม่เท่ากัน 3 สเปกที่ภาคธุรกิจต้องเช็กก่อนสั่งล็อตใหญ่" แล้วรู้สึกชอบคอนเทนต์ของเรา อย่าลืมกดติดตามคอนเทนต์ดี ๆ ได้ที่

Facebook : Sangthai Metalsheet

สุดท้าย หากคุณกำลังมองหาแผ่นเมทัลชีทเพื่อต่อเติมบ้าน หรือพัฒนาโปรเจกต์ต่าง ๆ

ติดต่อหาแสงไทยเมทัลชีท ได้ง่าย ๆ ตามช่องทางดังต่อไปนี้

LINE: @sangthaigroup

Call Center: 02-0249297

Website แสงไทยเมทัลชีท: https://www.sangthaimetalsheet.com



 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page